โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เราต้องเฝ้าระวังไว้ให้มาก เพราะจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มียารักษา เป็นขึ้นมาแล้วก็แทบจะเสียชีวิตทุกรายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และแม้จะมีชื่อเรียกว่า "พิษสุนัขบ้า" แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้เกิดขึ้นได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดเลย ไม่ว่าจะเป็นคน สุนัข แมว หนู ลิง กระรอก ฯลฯ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ตัวเราแทบทั้งนั้นค่ะ บางคนอาจไม่ได้ถูกสัตว์เหล่านี้กัดโดยตรง แต่เพียงแค่ถูกข่วน เลียที่นัยน์ตา ริมฝีปาก หรือน้ำลายมาสัมผัสกับบาดแผลของเรา ก็สุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อเข้าไปแล้ว
ฉะนั้น หากใครคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่าย ๆ แนะนำให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไว้ล่วงหน้าก่อนดีกว่า แต่จะต้องฉีดแบบไหน อย่างไร เรานำข้อมูลมาบอกแล้ว

ในคนบางกลุ่มจะสุ่มเสี่ยงติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้ง่ายกว่าคนอื่น ดังนั้นถ้าฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสโรคไว้ ก็ช่วยให้อุ่นใจกว่า อย่างเช่น
- เด็กหรือคนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมภายในบ้าน เช่น สุนัข แมว กระรอก
- คนที่อาศัยหรือต้องเดินผ่านบริเวณที่มีสุนัขจรจัด หรือไม่มีเจ้าของอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
- คนที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า
- บุคลากรทางการแพทย์ สัตวแพทย์
- เกษตรกรที่ต้องคลุกคลีกับสัตว์
- คนที่ทำงานกับสัตว์ เช่น ครูฝึกสอนสัตว์เลี้ยง ผู้ดูแลสัตว์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผู้ที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดสัตว์ป่า
- บุรุษไปรษณีย์ พนักงานส่งของ
- นักท่องเที่ยวหรือคนที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรค
นอกจากนี้คนทั่วไปอย่างเรา ๆ หากรู้สึกกังวลก็สามารถไปฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้าได้เช่นกันค่ะ

การฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าสามารถฉีดได้ทั้งแบบเข้ากล้ามเนื้อและฉีดเข้าผิวหนัง โดยหากเป็นการฉีดป้องกันล่วงหน้าจะฉีดเพียง 3 เข็ม คือ ฉีดในวันที่ 0 (วันที่เริ่มฉีดวัคซีน), วันที่ 7 (เข็มที่ 2) และวันที่ 21 หรือ 28 (เข็มที่ 3) และเมื่อถูกสุนัขกัด ก็จะฉีดกระตุ้นอีก 1-2 เข็มเท่านั้น
ฉีดวัคซีนล่วงหน้าดีกว่ามาฉีดหลังถูกกัดอย่างไร ?
หากเราถูกกัดขึ้นมาแล้วไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าไว้ เราจะต้องมาฉีดวัคซีน 5 เข็ม ในวันที่ 0 (วันที่เริ่มฉีดวัคซีน) วันที่ 3, 7, 14 และ 28 และในบางคนที่แผลมีเลือดออกก็จำเป็นต้องฉีดเซรุ่ม (อิมมูโนโกลบูลิน) รอบ ๆ แผลทุกแผลด้วย ซึ่งการฉีดเซรุ่มจะรู้สึกเจ็บปวดกว่าการฉีดวัคซีนทั่วไปมาก และอาจมีอาการแพ้ด้วยนะคะ
แต่ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้าไว้แล้ว ก็จะเป็นการเตรียมร่างกายไว้ให้พร้อมเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ดังนั้น ถ้าวันไหนถูกสัตว์กัดขึ้นมา เพียงแค่ฉีดวัคซีนกระตุ้นอีก 1-2 ครั้ง ร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคได้ โดยไม่จำเป็นต้องฉีดเซรุ่มอีก จึงไม่ต้องเสี่ยงกับการแพ้เซรุ่มและเจ็บปวดจากการถูกฉีดด้วย อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการฉีดเซรุ่ม